Work Text:
ครั้งนึงจำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ ถ้าให้เดาอาจจะเป็นสักคืนในงานสังสรรค์ที่ไม่เคยจบของมหานครแห่งนี้ บทสนทนาในงานรื่นเริงเคล้าด้วยกลิ่นสุราดำเนินไปอย่างไร้แก่นสาร การเข้าสังคมและพูดคุยสัพเพเหระไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของจู๊ดโลว์ หนึ่งในช่างยนต์ฝีมือดีของทีมสเตรนจ์สักเท่าไหร่นัก ดวงตากลมราวกับกระต่ายเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายอย่างที่สุด ใบหูยาวทั้งสองลู่ลงแนบสนิทราวกับพยายามจะลดเสียงดังจอแจให้เบาลง
จู๊ดยังคงอยู่ในชุดหมีตัวเดิมจากการทำงาน เขาปลดท่อนบนออกจนเหลือแค่ชุดรัดรูปสีดำด้านใน ขับเน้นกล้ามเนื้อที่ถูกดูแลมาอย่างดีให้เด่นชัด รอยเปื้อน และคราบน้ำมันยังคงติดอยู่ประปราย แต่หาได้มีใครใคร่ใส่ใจนัก ไฮบริดกระต่ายเลือกจะจิบเหล้าอย่างเงียบๆ มองผ่านฝูงชนที่เริ่มมีสติเบาบางลงเรื่อยๆ สู่ความว่างเปล่าไกลออกไป อันที่จริง…. อาจจะพูดแบบนั้นได้ไม่เต็มปากนัก เพราะเขารู้ตัวดีว่าแท้จริงแล้วจุดวางสายตาของตนเองนั้นอยู่ตรงไหน….. รู้ว่าแท้จริงแล้วมันยังคงอยู่ในจุดเดิมไม่ใกล้ไม่ไกลมาตลอด
เมื่ออยู่กลางระบบสุริยะแล้วดาวเคราะห์ก็ไม่ต่างอะไรกับฝุ่นผงที่รายล้อมดาวเด่นประจำงานเลี้ยงเอาไว้ บุคคลที่พึ่งจะคว้าแชมป์ของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่ใหญ่ที่สุดของปีด้วยความเร็วทิ้งห่างคู่ต่อสู้จนเทียบไม่ติดเป็นจุดสนใจ และเป็นแก่นกลางของงานฉลอง ชาร์ปเนสยังอยู่ในยูนิฟอร์มนักแข่ง ซิปของแจ๊กเกตตัวบนถูกรูดลงต่ำจนเผยเห็นให้แผงอกขาวที่โผล่พ้นเสื้อกล้ามสีดำตัวบางข้างในอย่างจงใจ เส้นแพรไหมสีทองถูกรวบไว้หลวมๆ ใบหน้าหล่อติดหวานของอีกฝ่ายขึ้นสีจางจากปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย ทุกคนต่างพากันจับจ้องไปยังดวงอาทิตย์ขนาดย่อมซึ่งเปล่งประกายอวดโฉมรูปของตัวอย่างภาคภูมิ จู๊ดเองก็ไม่ต่างกัน หูยาวสีเดียวกับเส้นผมกระตุกวูบอยู่หลายครั้งเมื่อเขาเผลอสบเข้ากับดวงแก้วสีมรกตฉ่ำน้ำที่จ้องมองกลับมา
จู๊ดเหมือนตกอยู่ในภวังค์ซึ่งยากจะหาคำอธิบาย ใจหนึ่งก็อยากจะเฝ้ามองความงามตรงหน้าอย่างเงียบเชียบจนกว่าปาร์คเกอร์ หรือไทที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันจะสังเกตพฤติกรรมน่าสงสัยนี่ขึ้นมา และอีกใจหนึ่งก็อยากจะเดินไปรูดซิปเสื้อยูนิฟอร์มให้ปิดกลับไปให้ถึงคอของอีกฝ่าย จะได้เลิกอวดผิวขาวราวปุยหิมะของตนให้คนนู้นคนนี้ได้เชยชมเสียที จู๊ดไม่เคยเข้าใจความคิดแปลกๆ แบบนี้ของตนเลยซักครั้ง ราวกับมีสมองที่คอยป้อนไอเดียประหลาดเหล่านี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของเขาโดยสิ้นเชิง
ชาร์ปเนสค่อยๆ เปลี่ยนมานั่งไขวห้าง เอนแผ่นหลังกว้างลงไปบนโซฟายาวที่ตนนั่งอยู่ การกระทำนั้นทำให้ซิปของแจ๊คเก็ตเลื่อนต่ำลงไปอีก และเจ้าของเรือนผมสีม่วงที่เฝ้ามองการกระทำนั้นอยู่ก็รู้สึกตากระตุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จู๊ดโลว์เป็นคนที่มีใบหน้าจิ้มลิ้ม อาจจะเป็นเพราะความเป็นไฮบริดกระต่ายของเขา แต่ด้วยความที่หลายครั้งเจ้าตัวชอบทำสีหน้าเหมือนเก็บความทุกข์ทั้งหมดในจักรวาลเอาไว้ มันเลยดูเคร่งขรึมแสนจะเย็นชาไปโดยปริยาย และยิ่งในตอนนี้ที่เหมือนในหัวของเขากำลังมีเส้นประสาทบางเส้นระเบิดออกยิ่งทำให้เขาดูน่ากลัว ดวงตาสีชมพูอมม่วงที่เคยสว่างกลายเป็นสีแดงเข้มก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อจู๊ดดึงความสนใจของตนเองมาที่อื่นได้สำเร็จ
แทนที่เขาจะสนใจนักแข่งเอาแต่ใจ ที่เอาแต่พูดจาราวกับตัวเองเป็นราชนิกุลสูงส่งให้ทุกคนต้องคอยตามใจคนนั้น…..อา ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบนิสัยแบบนี้ของอีกฝ่ายหรอก เพราะเขารู้ดีว่า ‘มีแต่เขาเท่านั้น’ ที่สามารถเอาใจเจ้าหญิงแห่งสนามแข่งคนนี้ได้ ชาร์ปเนสเป็นคนหวงของของตนเอง รถของอีกฝ่ายเปรียบเหมือนลูกสาวซึ่งเจ้าตัวประคบประหงมมาอย่างดี และช่างยนต์ทุกคนรู้ดีว่าแม่แมวหวงลูกคนนี้ไม่เคยยอมให้ใครได้แตะมันยกเว้นตัวเขา ยกเว้นจู๊ดโลว์เพียงคนเดียว เจ้าของเรือนผมสีม่วงส่ายหน้าไวๆ ไล่ความคิดไม่พึงประสงค์ออกจากหัว หากปล่อยให้ภาพมันไหลไปเรื่อยมากกว่านี้เส้นเลือดในสมองของเขาคงไม่หายร้อนจากความเดือดดาลในภาพตรงหน้าเร็วๆ นี้แน่
จู๊ดกลับมาพยายามให้ความสนใจกับบทสนทนาระหว่างปาร์คเกอร์และไทอย่างจริงจังอีกครั้ง และถึงแม้จะไม่คาดคิดว่าหนึ่งช่างยนต์ และหนึ่งนักแข่งจะคุยกันในเรื่องที่มีสาระมากมายนัก แต่เขาก็รู้สึกผิดหวังอยู่ดี ใครจะไปนึกว่าคนที่อายุเกือบจะเข้า 25 สองคนกำลังคุยกันเรื่อง ‘จูบ’ ราวกับเด็กวัยรุ่นที่พึ่งจะมีแฟนเป็นครั้งแรก
“เอออออออ จะว่าไปแล้วนะปาร์คเกอร์….” เสียงเมามายของไทที่ซึ่งน่าจะอายุน้อยที่สุดในโต๊ะนี้เอ่ยขึ้น ถึงแม้ตัวเองจะยังไม่ 20 ดี แต่ก็ตัดสินใจดื่มไปอย่างไม่เกรงกลัวฟ้าดิน จนตอนนี้เริ่มจะคอพับลงไปกับโต๊ะจนสังเกตได้ แต่เสียงยานคางลากยาวของเจ้าตัวก็ยังจะพยายามพูดอยู่ราวกับกลัวว่าพรุ่งนี้จะไม่ได้พูดอีกอย่างไงอย่างงั้น
“ผมเห็นชาร์ปเนสเจาะปากเยอะมากเลยสงสัยขึ้นมาน่ะ….. จูบกับคนที่เจาะเยอะขนาดนั้นมันจะรู้สึกยังไงกันเนอะ” ไทเอ่ย และจู๊ดรู้ดีว่าตัวเองเผลอเกร็งตัวลุ้นไปในทุกพยางค์จากไททันทีหลังจากเขาได้ยินชื่อของชาร์ปเนส และประโยคดังกล่าวนี้ก็ดังวนอยู่ในหัวของเขาราวกับแผ่นซีดีเก่าตกร่อง
จูบ และชาร์ปเนสอยู่ในประโยคเดียวกัน เหมือนความฝันอันเลื่อนลอยของหญิงสาวและชายหนุ่มคนใดก็ตามที่ได้เผลอสบตากับเจ้าของดวงตาสีป่าทึบเกิน 5 วินาที นักแข่งรถมอเตอร์ไซค์ รูปร่างโปร่งกำยำ ใบหน้าหล่องดงามราวกับดาราฮอลลีวูดแบบนี้คงยากที่จะไม่เผลอตกหลุมรัก และที่สำคัญกว่านั้นคือจู๊ดเองก็ไม่ต่างกัน ดวงตาสีชมพูเริ่มปะทุเปลี่ยนเป็นสีแดงจากแสงที่สะท้อนกับเส้นเลือดหลังกระจกตา เขาเบนสายตากลับไปยังชายหนุ่มที่ยังคงนั่งไขวห้างอวดขาเรียวใต้กางเกงหนังสีดำให้แก่คนที่รุมล้อมอยู่ได้เชยชมอย่างมีนัยยะ
ความรู้สึกร้อนรุ่มนี้แสนชัดเจนว่ามันคืออาการหึงหวง แต่มันยากที่คนแบบจู๊ดโลว์จะยอมรับ เพราะอัตตาทะนงที่ล้นจนพ้นตัว เขารู้ดีมาตลอดว่าลึกๆ แล้วนอกจากคุณหนูเอาแต่ใจอย่างคนผมบลอนด์จะติดเขาแจ ตัวเขาเองก็ติดอีกฝ่ายแจด้วยเช่นกัน เมื่อไหร่ที่เสียงทุ้มหวานหู และสำเนียงภาษาอังกฤษที่น่าเอ็นดูของอีกฝ่ายไม่อยู่ในระยะพอให้เขาเอื้อมถึงตัว เขาก็รู้สึกโหยหาอีกฝ่ายขึ้นมาแทบจะทันที ภายใต้ความสัมพันธ์แบบเพื่อนร่วมงาน และคู่กัด กลับฝังซ่อนมวลพายุบางอย่างที่มีเพียงคนทั้งคู่ที่เข้าใจเอาไว้อย่างแนบเนียน
ริมฝีปากสีชมพูอวบอิ่มยังคงแย้มยิ้มและขยับเจื้อยแจ้วพูดคุยอย่างสนุกสนาน จิวสีดำบนริมฝีปากสวยขยับตามไปด้วยในทุกคำพูดเย้ายวนจนยากจะละสายตา ชาร์ปเนสเจาะบนปากทั้งหมด 4 ที่แองเจิลแฟงคู่นึงบนริมฝีปากบน และสเนคไบท์คู่นึงที่ปากล่าง และนี่ยังไม่นับภายในปากที่อีกฝ่ายเจาะไว้ให้เขาได้ค้นหาดูอีก
จู๊ดเผลอเลียริมฝีปากแห้งผากของตนเอง จนรู้สึกได้ถึงรสชาติขมจากนิโคตินที่ยังหลงเหลืออยู่มาจากการสูบบุหรี่ แค่นึกถึงความรู้สึกที่ได้ไล้เลียผ่านจิวเหล็กเย็นๆ สลับกับชิมรสร้อนหวานอมเปรี้ยวจากคุราโซบนริมฝีปากสีแดงสดนั่นก็ทำให้ร่างกายของไฮบริดกระต่ายเห่อร้อนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกราวกับระบบไหลเวียนเลือดตัดสินใจอยากจะขยันทำงานมาเสียดื้อๆ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกนี้เป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ หรือสมองส่วนนอกการควบคุมนั่นกลับมาปล่อยไอเดียแปลกๆ ให้กับสมองส่วนตัดสินใจของเขาอีกแล้ว เจ้าของใบหน้าหล่อน่ารักนั้นรู้แค่ว่าอยากบดจูบลงไปบนริมฝีปากอวบอิ่มนั่นจนกว่าจิวเหล่านั้นจะทิ้งรอยช้ำเอาไว้จากการบดเบียดกันเป็นเวลานาน และถึงแม้จะมีใครต้องเสียเลือดจากโศกนาฏกรรมร้อนรักนี้ เขาก็จะไม่หยุดตะโบมจูบลงไปจนกว่าเขาจะพอใจ จนกว่าเขาจะหาคำตอบได้ว่า ‘จูบกับคนที่เจาะปากเป็นอย่างไร’
“จู๊ด นายทำหน้าอะไรของนายน่ะ น่ากลัวชะมัดเลยพวก” และเป็นเสียงของปาร์คเกอร์ที่เอ่ยทัก ดวงตาของกระต่ายกลายเป็นสีเลือด และรอยยิ้มมุมปากอ่านยากนั้นทำให้เพื่อนร่วมโต๊ะทุกคนรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
“นั่นสินะ ไว้เดี๋ยวมาบอกแล้วกัน” คำตอบอันกำกวมถูกเอ่ยออกมา ปาร์คเกอร์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวัตถุประสงค์ของคำตอบนี้กำลังตอบคำถามข้อไหนอยู่กันแน่ รู้แค่เพียงว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องดี โดยตัดสินอ้างอิงจากรังสีอำมหิตก่อนหน้า และรอยยิ้มไม่น่าไว้ใจหลังจากนั้น
.
.
หลังจากงานเลี้ยงเลิกลา เวลาผ่านไปกี่ชั่วโมงก็ไม่อาจทราบได้ ชาร์ปเนสรู้แค่ว่าตนเองมาจบลงในห้องพักของช่างยนต์ประจำตัวอีกครั้ง และอีกครั้ง แต่ถึงแม้จะบ่อยครั้งแค่ไหนก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการนอนค้างแรม เพราะห้องของอีกฝ่ายมันอยู่ใกล้กับบาร์ประจำที่พวกเขามักจะมาปาร์ตี้กันก็เท่านั้น เจ้าของเรือนผมสีบลอนด์สว่างทิ้งตัวลงนั่นบนโซฟาสีม่วงเข้มภายในห้อง ดวงตาสีสวยยังคงมองเจ้าของห้องอย่างไม่ละสายตา อะไรบางอย่างของจู๊ดในวันนี้มันแตกต่างจากปกติ ก็อีกฝ่ายแผ่รัศมีแปลกๆ ออกมาตลอดเวลาจนคนที่ไม่ได้มีชื่อเสียงด้านความฉลาดเท่าไหร่นักอย่างเขาก็สัมผัสมันได้ชัดเจนตั้งแต่อยู่ในร้าน และนั่นก็เป็นสาเหตุทำให้ชาร์ปเนสรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก แลเหมือนว่าการกระทำ ‘ให้ท่า’ อันมีจุดประสงค์แอบแฝงของคนผมบลอนด์ในที่สุดก็ประสบผลขึ้นมาเสียดื้อๆ หลังจากที่พยายามทำอยู่หลายครั้ง (คงต้องขอบคุณเพื่อนร่วมโต๊ะของอีกฝ่ายเสียหน่อยกระมัง) ในที่สุดกำแพงที่ถูกสร้างมาเสแสร้งว่าอีกฝ่ายนั้นแสนจะเฉยชาก็แตกออกเสียที
ชาร์ปเนสทิ้งตัวลงนั่งจนจมลงไปในโซฟาบุนวมนุ่ม เงยหน้าขึ้นปล่อยให้เรือนผมสีทองยาวที่เริ่มยุ่งเหยิงจากการผ่านกิจกรรมมากมายมาตลอดวันแผ่สยายไปด้านหลังของพนักพิงอย่างสบายใจ ราวกับกำลังนอนอยู่ในห้องขอตัวเอง หลายคนต่างบอกว่าการวางตัวราวกับตัวเองเป็นเจ้าของทุกที่ที่ตนก้าวไปของชายหนุ่มเชื้อสายเซอร์เบียนั้นแสนจะหยิ่งผยองจนน่าหมั่นไส้ แต่สำหรับจู๊ดแล้วความหยิ่งผยองดังกล่าวแลจะปลุกความรู้สึกอื่นได้มากกว่า
“นี่ชาร์ป” ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่กระต่ายสีม่วงก้าวเข้ามายืนอยู่ต่อหน้าเขา ใกล้เสียจนเข่าของพวกเขาแทบจะชนกัน
“หืมมมม” เสียงหวานครางเครือตอบในลำคอ ดวงตาสีมรกตปิดลงอย่างผ่อนคลาย ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งคู่ จู๊ดใช้เวลาหาเสียงของตนเองอยู่พักใหญ่จึงตัดสินใจพูดออกมา ภาวนาให้คนผมบลอนด์ทึกทักไปเองว่าทุกอย่างเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์
“จิวที่ปากนายเนี่ย…. เจ็บไหม” ราวกับไม่มั่นใจว่าจะเอ่ยอะไรเสียแบบนั้น คำถามแปลกๆ ที่หลุดออกมานี้เรียกเสียงขำเบาๆ ในลำคอของชาร์ปเนสได้เป็นอย่างดี น่ารักจริงๆ คนสวยบนโซฟาคิดนึกสนุก ดวงตาสีเพชรล้ำค่าค่อยๆ ลืมมาสบกับดวงตาสีชมพูสว่างไสวแต่กลับลึกล้ำราวกับบ่อไร้ก้นของอีกฝ่ายที่จ้องมองมาอยู่ก่อนแล้ว ริมฝีปากอิ่มแย้มยิ้ม
“หมายถึงตอนไหนล่ะ ……” ชาร์ปเนสขยับมานั่งหลังตรง ใบหน้าสวยเคลื่อนเข้าใกล้ใบหน้าของกระต่ายป่าตัวด้านบนแช่มช้า ใช่ว่าเขาจะไม่รู้ถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นในโต๊ะของอีกฝ่ายเสียหน่อย ก็ไทเล่นวิ่งโร่มาฟ้องเขาทันทีที่สบโอกาสนี่
“ตอนเจาะ หรือตอนจูบ”
ราวกับอุณหภูมิในห้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน ใบหน้าหวานนั้นวาดยิ้มพลาย ดวงตาโค้งขึ้นเป็นเสี้ยววงพระจันทร์ และจู๊ดโลว์สัมผัสได้โดยไม่ต้องใช้กระจกด้วยซ้ำว่าใบหน้าของเขาตอนนี้มันแดงเข้มชัดมากแค่ไหน
ยิ่งแย่ลงไปใหญ่เมื่อมือเย็นๆ ของคนตัวขาวด้านล่างถูกยกขึ้นมาแนบกับปรางค์แก้มของเขา ลากไล้เบาๆ ก่อนจะหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ หยอกเย้าให้ผิวบริเวณที่ถูกสัมผัสเหมือนถูกแผดเผาไปด้วยของร้อน เสียงขำในลำคอดังกังวาลใกล้ แต่มิมีวันเกินพอดี เพราะสำหรับจู๊ดแล้วความใกล้ในระยะที่เขาต้องการนั้นมากกว่านี้ไปไกลโขเชียวล่ะ
“อย่าถามอะไรที่นายรู้อยู่แล้วจะได้ไหม” จู๊ดเอ่ย มือหยาบจากการทำงานอยู่กับเครื่องยนต์ถูกยกขึ้นขยับลูบไล้ไปบนใบหน้าของชาร์ปเนสเบาๆ ราวกับกำลังเลียนแบบการทำของอีกฝ่าย ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนมาเชยคางอีกฝ่ายขึ้นให้ได้ตำแหน่งที่ต้องการ
”แสบนักนะ” จู๊ดเอ่ยทักก่อนใช้นิ้วโป้งค่อยๆ บดคลึงไปบนริมฝีปากสวยด้วยความสนอกสนใจ ความรู้สึกของโลหะเย็นๆ สลับกับความอุ่นจากปากของอีกฝ่ายทำให้จู๊ดแทบบ้า กลีบปากของอีกฝ่ายเผยอออกเล็กน้อยไปตามแรงที่ถูกกระทำในขณะที่จู๊ดค่อยๆ เค้นคลึงไปบนจิวแต่ละชิ้นด้วยความหลงไหล เครื่องประดับเหล่านี้มันสวยเป็นพิเศษเมื่ออยู่กับคนผมทอง และไม่ว่าคุณจะโง่แค่ไหนก็คงไม่อาจปฏิเสธเรื่องนี้
สัมผัสไล้วนละเมียดละไม และดวงตาสีชมพูสว่างที่เฝ้าสังเกตอยู่ทุกขณะ ราวกับจะศึกษาให้ครบทุกอนูของริมฝีปาก ทำเอาฝ่ายถูกกระทำที่เต็มไปด้วยความมั่นใจว่าตัวเองมีแต้มต่อเหนือกว่าใบหน้าเริ่มเห่อร้อนขึ้นมาไม่ต่างกัน ชาร์ปเนสเหมือนกำลังมึนเมาไปกับความต้องการที่ถูกเก็บซ่อนมานาน ดวงตาชี้ขึ้นเหมือนลูกแมวนั่นยังคงจ้องมองสบกับดวงตากลมที่เหมือนจะไร้พิษภัยของจู๊ดอย่างไม่ลดละ เชิญชวนให้ผู้หลงไหลได้ดำดิ่งเข้าไปในแมกไม้หนาทึบ
“อ้าปาก” ดั่งเช่นวาจาสิทธิ์ ชาร์ปเนสขยับเปิดริมฝีปากให้กว้างขึ้นจนเห็นจิวเหล็กบนลิ้นนั้นอย่างชัดเจน แค่ปกติเห็นมันวับๆ แวมๆ จู๊ดก็ไม่เป็นอันทำอะไรมากพออยู่แล้ว การได้เห็นมันในระยะนี้ทำเอาสติของเขาเตลิดไปไกล เลือดลมไหลเวียนดีจนน่ารำคาญ เสียงหัวใจเต้นดังอยู่ในหู เหมือนมีวงโยธวาทิตมาแข่งกันเป่าแตรแข่งกันอยู่อย่างไรอย่างนั้น เมื่อได้จ้องมองจิวเม็ดเล็กจนพอใจแล้ว ก็ดันให้อีกฝ่ายปิดปากลงเช่นเดิม
กระต่ายร่างสูงค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ ใกล้จนได้กลิ่นจางของคุราโซจากลมหายใจอีกฝ่าย มันหลอมรวมไปกับกลิ่นของน้ำผึ้ง และดอกไม้ป่าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวได้อย่างลงตัว ช่างแสนเย้ายวนและหอมหวานยิ่งกว่าเหล้าสดใหม่ในถังบ่ม จู๊ดยกเข่าข้างนึงวางไว้ระหว่างเรียวขาสวยในกางเกงหนังสีดำ มือหนาทั้งสองข้างท้าวไว้กับพนักโซฟากักขังนักแข่งฝีมือดีไว้ภายใน ไม่ให้สามารถขยับหนีไปไหนได้ ก้มตัวลงต่ำจนแทบชิด และโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด ริมฝีปากหนาของจู๊ดก็ประกบลงบนความอิ่มนุ่มเบื้องหน้า มันเป็นแค่จูบธรรมดาไม่ได้ลึกซึ้ง เพียงแค่ริมฝีปากแตะกัน ความรู้สึกเย็นจากโลหะเป็นสิ่งแรกที่ทักทายเขา ถึงแม้มันจะขวางไม่ให้ริมฝีปากของพวกเขาสัมผัสกันอย่างแนบชิดก็ตามที แต่จู๊ดกลับตื่นเต้นขึ้นมากกว่าเดิม ร่างสูงกว่าค่อยๆ บดจูบให้แน่นขึ้น ฝ่ายคนผมบลอนด์เองก็หลับตาพริ้ม เอียงใบหน้าเข้าหาให้ได้องศาที่ดีที่สุด ความเจ็บที่เกิดจากปลายมนของจิวที่ทิ่มแทงลงมาทำให้คนสวยด้านล่างครางเครืออย่างพอใจ
จู๊ดผละออกเบาๆ ไล้เลียรสชาติของนิโคตินผสมกับแอลกอฮอล์ที่ติดอยู่บนริมฝีปากหนาของตนเอง ดวงตาสีเขียวปรือปรอยมาดูภาพที่เขาคงจดจำไปอีกนานได้ทัน ก่อนที่จู๊ดจะโน้มตัวลงมาประชิดอีกครั้งโดยไม่ละไปจากมรกตนั่นแม้เพียงวินาที กว่ารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ลิ้นหนากำลังค่อยๆ ไล้เลียจิวบนริมฝีปากของชาร์ปเนสอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังพินิจพิเคราะห์ชิมรสชาติของเหล็กเย็นดั่งอาหารจากร้านชื่อดัง กระต่ายสีม่วงโลมเลียเกี่ยวกระวัดจิวลูกกลมทีละเม็ด จนมันขยับเน้นดึงจนริมฝีปากอิ่มขยับตามไปด้วย
ผิวขาวของคนผมทองขึ้นสีแดงก่ำจนน่าสงสาร เสียงเฉอะแฉะดังก้องไปพร้อมจังหวะการเต้นของหัวใจ ลิ้นสีชมพูของกระต่ายโรมรันบดเบียดชิมรสชาติของน้ำเมาที่เหลืออยู่ราวกับนักเดินทางกลางทะเลทรายที่พบขุมน้ำขนาดใหญ่ ดวงตาสีมรกตของชาร์ปเนสเริ่มเต็มไปด้วยมวลหมอกของความรู้สึกมากมาย น้ำตาเม็ดเล็กก่อตัวขึ้นที่หางตา เมื่อลมหายใจเริ่มติดขัด จู๊ดยังคงกลืนกินริมฝีปากของเขา ฉกลิ้มชิงรสราวกับลูกอมรสโปรด ดูดดึงทั้งจิว และกลีบปากนิ่มอย่างไม่ลดละ ดวงตาสีแดงก่ำทั้งที่ควรจะดูน่ากลัวกลับมีสเน่ห์ ยิ่งเมื่อชาร์ปเนสรู้ว่ามันแปลเปลี่ยนเป็นแบบนี้เพราะความต้องการครอบครองตัวเขาจากสัญชาตญาณกระต่ายภายในของจู๊ดยิ่งทำให้ชาร์ปเนสมัวเมาไปกับการเล้าโลมนี้ขึ้นไปอีด แนวคิดการถูกอีกฝ่ายครอบครองมันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นัก จู๊ดมีทุกอย่างที่ชาร์ปเนสต้องการ ใบหน้าหล่อที่ให้ความรู้สึกน่ารักน่าเอ็นดูไปพร้อมกัน ใบหูยาวนุ่ม ดวงตาสีชมพูโดดเด่นยิ่งกว่าดาวฤกษ์ดวงไหน เส้นผมหยักศกสวย และไหนจะร่างกายกำยมีสเน่ห์ ที่ทำให้คนผมทองเผลอไผลจ้องมองอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“อื้อ” ในระหว่างที่คนสวยกำลังเคลิบเคลิ้มไปกับการเล้าเลีย ฟันหน้าของกระต่ายก็สบกัดลงมาบนริมฝีปากล่างของเขาเบาๆ เสียงครางเครือเบานั้นจึงกลายเป็นเสียงร้องจากความเจ็บปวดขึ้นมาทันที ชาร์ปเนสเผลออ้าปากออกเล็กน้อย และทันทีที่เปิดปาก เรียวลิ้นหนาที่เคยโลมเลียแค่ภายนอกก็ถูกสอดแทรกเข้ามาในโพรงปากของเขาราวกับรอคอยมันมาเนิ่นนาน รสชาติของนิโคตินที่ติดอยู่บนลิ้นของอีกฝ่ายเรียกเสียงอื้ออึงจากชาร์ปเนสได้อีกครั้ง คนผมทองไม่เคยชอบรสชาติขมของบุหรี่มาก่อนจนได้มาลิ้มลองมันใหม่จากปากของจู๊ดโลว์ และตอนนี้เขาคงบอกได้ว่ารสชาติมันก็ไม่ได้แย่อะไรขนาดนั้น
การส่งต่อแลกเปลี่ยนความชื้นแฉะที่เกิดขึ้นค่อยๆ ทวีคูณความร้อนแรงเข้าไปอีก จู๊ดใช้เรียวลิ้นนั้นเกี่ยววนซ้ำไปมาบนจิวเม็ดเล็กบนลิ้นของอีกคน สัมผัสความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน ร่างสูงของคนผิวแทนครางต่ำอย่างพอใจ และคนตัวขาวเองก็เริ่มทนแทบไม่ไหวช่นกัน มือสวยถูกยกขึ้นคล้องคออีกฝ่ายให้ชิดใกล้ ลิ้นสวยที่ประดับไปด้วยจิวเม็ดเล็กจูบตอบจู๊ดอย่างไม่ยอมแพ้ เสียงชื้นแฉะผสมกับเสียงของโลหะดังระงมจนกลบเสียงจอแจของเมืองหลวงให้เหลือเพียงแค่พวกเขาสองคน ทั้งคู่ต่างจูบสลับกับดูดดึงกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใครจนริมฝีกปากของคนทั้งคู่เริ่มเกิดรอยช้ำจากจิวที่ถูกบดเบียดซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลายเป็นว่าอุปสรรคเม็ดเล็กนี้ไม่อาจหยุดการกระทำอันดิบเถื่อนของทั้งคู่ได้เลยซักนิด แต่มันกลับยิ่งทวีคูณความร้อนแรง และความพยายามที่จะเบียดชิดให้แนบแน่นกว่าเดิมขึ้นไปอีก
จู๊ดโลว์ดูดดื่มความหวานของลูกหวาดรสโปรดอย่างตะกละตะกลาม น้ำลายใสไหลย้อยจากมุมปากสวยปนกันจนไม่อาจแยกได้ว่าของใครเป็นของใคร น้ำตาเม็ดสวยไหลรินลงมาอาบแก้มนวลจากความรู้สึกที่ตีตื้นอัดแน่นในร่างกาย หัวสมองของชาร์ปเนสขาวโพลนจนแทบไม่มีความคิดใดหลงเหลือนอกจากอยากเข้าไปใกล้ขึ้นอีก อยากบดเบียดเข้าหาไออุ่น และรสชาติของนิโคตินขมมากกว่านี้
ถึงแม้สุดท้ายจะเป็นฝ่ายของชาร์ปเนสที่ยอมแพ้ไปเสียก่อน มือขาวที่เคยคล้องคออีกฝ่ายไว้มั่น ในที่สุดก็เริ่มปวกเปียกหมดแรง ราวกับวิญญาณในกายถูกสูบไปจนเหือดหายต้องเปลี่ยนมาบีบลงบนกล้ามเนื้อช่วงแขนแน่นขนัดของอีกฝ่ายแทน และยิ่งลมหายใจของเขาใกล้หมดลงเท่าไหร่ยิ่งรู้สึกว่าทุกอย่างมันช่างแสนพล่าเบลอมากขึ้นเท่านั้น
ชาร์ปเนสพยายามถอยหนี เขาไม่สามารถควบคุมลมหายใจของตนได้จนรู้สึกคล้ายกับคนจมน้ำ มือบางทุบลงบนแขนแข็งแรงนั่นเป็นการประท้วง แต่จู๊ดกลับไล่บดเบียดตะโบมจูบลงบนริมฝีปากสวยนั่นอย่างไม่ลดละจนริมฝีปากที่เคยแห้งชื้นชุ่มจากการฉกฉวยมันไปจากชาร์ป กว่าคนใจร้ายจะพอใจ และยอมผละให้คนด้านล่างได้หายใจ ชาร์ปเนสก็รู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะได้กลายเป็นเพียงตุ๊กตาเคลือบแก้วไปจริงๆ
ภาพเส้นใสของน้ำลายที่โยงใยจากริมฝีปากอิ่มเจ่อช้ำนั่น ทำเอาหัวใจของจู๊ดกระตุกวูบ แผ่นหลังสวยโค้งเป็นคันสร ใบหน้าหวานเห่อแดงเงยขึ้นมองไปยังเพดาน แต่แทนที่จะเห็นเพดานเรียบๆ ชาร์ปเนสกลับเห็นดวงดาวนับร้อยกระจัดกระจายอยู่เต็มแผ่นฟ้า ริมฝีปากที่แดงช้ำอย่างน่าสงสารอ้าออกกอบโกยอากาศเข้าไปในปอดอย่างเร่งรีบ เสียงหอบถี่ฟังดูหวานสูงราวกับเสียงดนตรีในหูของกระต่ายป่า มือหนาถูกยกขึ้นจากโซฟาเพื่อมาประครองแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ตอนนี้ราวกับตุ๊กตาลมไร้กระดูกเอาไว้ไม่ให้ล้มพับไปเสียก่อน
“แฮ่ก ฮะ ไงล่ะบันนี่ ได้คำตอบหรือยัง” ใบหน้าสวยแย้มยิ้ม ดวงตาฉ่ำวาวไปด้วยน้ำตาพยายามปรับโฟกัสให้กลับมายังโลกเบื้องหน้า
“เหมือนจะยังเลยแฮะ” กระต่ายกระตุกยิ้มร้าย มือข้างหนึ่งประคองหัวกลมของอีกฝ่ายขึ้นมาจนเส้นผมยาวนุ่มยุ่งเหยิงแทรกสอดไประหว่างนิ้วของเขา สายตาก็สบมองไปยังใบหน้าที่เต็มไปด้วยแรงอารมณ์ กอปรกับลิ้นเล็กที่แลบออกมาอวดจิวสวย ภาพตรงหน้าทำให้ความอยากกลั่นแกล้งแมวดื้อนี่เสียให้เข็ดของกระต่ายปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ยิ่งได้รู้ว่าอีกฝ่ายแลจะจงใจให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นแต่แรก ยิ่งอยากแกล้งให้อีกฝ่ายได้บิดเร่าไปกับความรู้สึกที่เอ่อล้นมากกว่านี้
เสื้อแจ๊กเก็ตของชาร์ปเนสร่วงหลุดจากบนไหล่ลงไปจนถึงข้อศอกตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบ แผ่นอกสวยได้รูปของอีกฝ่ายขยับขึ้นลงพร้อมกับทุกลมหายใจ เสื้อสีดำที่ทำหน้าที่ปกปิดได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักตัดกับผิวขาวที่ขึ้นสีแดงจัดนั้นได้อย่างดี มือสีแทนร้อนค่อยๆ สอดไปในแจ๊กเก็ตหนัง และคว้าเอวบางของอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ จนร่างโปร่งแทบจะลอยจากโซฟาอยู่รอมร่อ จมูกสีชมพูของกระต่ายฝังลงบนกระดูกไหปลาร้าสวย ดวงตากลมสีแดงชาดขยายตัวเต็มที่ พร้อมด้วยใบหน้าออดอ้อนที่ใครเห็นก็คงต้องร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าน่ารัก ช้อนขึ้นมามองไปยังชาร์ปเนสที่มองลงมาอยู่ก่อนแล้ว “คงต้องขอลองดูอีกหน่อยแล้วล่ะครับองค์หญิง”
.
.
.
ค่ำคืนนั้นจบลงตรงไหนชาร์ปเนสก็จำไม่ได้ชัดเจนนัก สิ่งเดียวที่เขารู้ในตอนนี้มีแค่ ไม่กี่วันต่อมาเขาก็พบว่าจู๊ดนั้นมีจิววงแหวนประดับอยู่บนริมฝีปากหนาเป็นที่เรียบร้อย ในขณะที่เขานั้นกลับไม่สามารถใส่จิวได้เช่นเดิม เพราะแผลช้ำในคืนนั้นยังคงอยู่ เหมือนกับตราประทับของเหตุการณ์ดังกล่าว และชาร์ปเนสไม่เคยรู้ตัวเลยว่าภาพนี้มันทำให้จู๊ดโลว์พอใจได้มากขนาดไหน
และถึงแม้คนผมม่วงจะเคยพูดว่าจะกลับไปตอบปาร์คเกอร์ และไทว่าจูบกับคนเจาะปากเป็นอย่างไรก็ตาม แต่กลับไม่มีใครเคยได้ยินเรื่องราวนี้จากจู๊ดเลยแม้แต่คนเดียว
